แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทอผ้าล้านนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทอผ้าล้านนา แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2557

การใช้ผ้าและการแต่งกายของชาวล้านนาในอดีต



จากหลักฐานที่ปรากฏในภาพจิตรกรรมฝาผนังหลายๆแห่งในภาคเหนือได้สะท้อนให้เห็นถึงการแต่งกายของชาวล้านนาในสมัยโบราณได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมฝาผนังอย่างน้อยจำนวน ๔ แห่ง ซึ่งได้แก่ ที่วิหารน้ำแต้ม วัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง ซึ่งนับเป็นฐานของงานจิตกรรมล้านที่เก่าแก่ที่สุดประมาณว่าเขียนขึ้นในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๒ วิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ วิหารวัดภูมินทร์ อำเภอเมือง และวิหารวัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน เป็นต้น การแต่งกายของผู้คนที่ปรากฏในภาพจิตกรรมเหล่านั้นทำให้ทราบว่า กษัตริย์และเจ้านายชั้นสูงจะนุ่งผ้าโจงกระเบนหยักรั้ง ถกสูงขึ้นไปจนเห็นรอยสักที่ขา มีผ้าคล้องคอห้อยไหล่ไม่สวมเสื้อ หรือสวมเสื้อคอเปิด แขนกระบอก มีทั้งโพกผ้าและไม่โพกผ้าไว้มวย และทำผมเกล้าโน้มมาข้างหน้าอย่างมอญ ซึ่งรอยสักนั้นผู้ชายชาวล้านนาในอดีตจะนิยมกันมาก การสักในภาษาท้องถิ่นเรียกว่า สับหมึก คือ การสักยันต์ด้วยหมึกดำเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่ม โดยสักตั้งแต่เอวลงมาถึงเข่าหรือต่ำกว่าเข่าเล็กน้อย ส่วนผู้ชายชาวบ้านทั่วไปจะนุ่งหนักรั้งไปสูงถึงโคนขาเห็นรอยสักที่ขา มีผ้าคาดเอวปล่อยชายห้อยไว้ข้างหน้า ที่ผ้านุ่งเรียกว่า ผ้าต้อย เป็นลักษณะผ้าผืนสี่เหลี่ยมที่ใช้ผ้าฝ้ายสีพื้น หรือมีลายดำสลับขาที่เรียกว่า ผ้าตาโก้ง ผ้าต้อยมีสองขนาด คือ ขนาดสั้น และขนาดยาว ถ้าขนาดสั้นนิยมนุ่งแบบ เค็ดหม้าม หรือ เก๊นหม้าม คือ ม้วนชายผ้าเป็นเกลียวสอดระหว่างขาให้รัดกุมแบบเดียวกับนุ่งถกเขมร โชว์ลายสับหมึกให้เห็นชัด ถ้าเป็นผ้าขนาดยาวก็จะนุ่งแบบโจงกระเบน สำหรับส่วนบนของร่างกายจะเปลือยอก และในเวลามีงานหรือในโอกาสพิเศษจะมีผ้าพาดบ่าที่เรียกว่า ผ้าเช็ด ส่วนในเวลาหน้าหนาวก็จะมี ผ้าตุ๊ม คือ ผ้าฝ้ายทอเส้นใหญ่หนาๆใช้ห่มคลุมตัวกันทั้งหญิงและชาย

ผู้หญิงชั้นสูงจะนุ่งซิ่นยาวกรอมเท้า เป็นซิ่นลายขวางลำตัว ตีนซิ่นมีลายตีนจก แต่สำหรับผู้หญิงที่เป็นชาวบ้านทั่วโดยทั่วไปจะนุ่งผ้าซิ่นลายขวางกรอมเท้า เรียกว่า ซิ่นต่อตีนต่อเอว เป็นซิ่นสีพื้น มีลายสีเข้ม เช่น สีแดง สีส้ม และสีดำ เป็นลายขวางสลับเป็นริ้วขวางลำตัว ที่เชิงซิ่นทั้งที่เป็นแถบสีส้ม สีแดงเป็นแถบใหญ่ๆไม่มีลวดลายตีนจก ที่เรียกว่า ซิ่นตำ ผู้หญิงในสมัยโบราณนั้นจะไม่สวมเสื้อ เพราะโดยทั่วไปแล้วการเปลือยอกของผู้หญิงเป็นเรื่องธรรมดาเช่นเดียวกับผู้ชาย แต่จะมีเพียงผ้าสีอ่อนใช้พันรอบอก หรือใช้ผ้าคล้องคอ ห้อยสองชายลงมาข้างหน้าปิดส่วนอก หรือห่มเฉียงแบบสไบ ที่เรียกว่า สะหว้ายแล่ง หรือ เบี่ยงบ้าย ในเวลาปกติแล้วผู้หญิงจะนุ่งซิ่นต่อตีนสีแดงดำ แต่ในเวลาไปวัดหรือในโอกาสพิเศษจะนุ่งซิ่นต่อตีนหรือเชิงด้วย ตีนจก เป็นลวดลายงดงามพิเศษ ลักษณะของตีนจกของชาวไทยวนหรือชาวล้านนาในแต่ละแห่งจะมีลวดลาย การเล่นสีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตน เช่น ตีนจกแบบเจ้านายในคุ้ม ตีนจกแบบสันป่าตอง จอมทอง ฮอด ดอยเต่า แม่แจ่ม ตีนจกแบบเมืองลอง ตีนจกแบบลำปาง และตีนจกแบบเมืองน่าน เป็นต้น นอกจากนี้ ทั้งหญิงและชายในสมัยโบราณจะนิยมเจาะหูใส่ ลาน คือ ต่างหูขนาดใหญ่มีลักษณะเป็นกระบอกทำด้วยเงินหรือทองคำม้วน ใช้เสียบเข้า จึงทำให้รูที่เจาะมีขนาดใหญ่ด้วย

อย่างไรก็ตามการแต่งกายของชาวล้านนาได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากลักษณะพื้นเมืองหรือพื้นถิ่นมากขึ้น เมื่อได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองของล้านนาจากการเป็นประเทศราชมาเป็นมณฑลพายัพในราชการที่ ๕ ได้มีการรับเอาค่านิยม และรูปแบบการแต่งตัวจากภาคกลางและต่างประเทศเข้ามาในหัวเมืองฝ่ายเหนือมากขึ้น ดังนั้น ผู้ชายชาวล้านนาโดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในเมืองจะนิยมสวมเสื้อและกางเกง ซึ่งเสื้อที่ใช้นั้นจะเป็นเสื้อคอกลมแบบจีน ที่ชาวไทใหญ่หรือเงี้ยวนำเข้ามา ลักษณะเสื้อของผู้ชายที่เริ่มสวมใส่กันในล้านนายุคแรกนั้น จะเป็นเสื้อคอกลม แขนสั้น หรือแขนยาวต่อแขนต่ำ ผ่าหน้าตลอด ผูกเชือก มีกระเป๋าปะทั้งสองข้าง เย็บด้วยผ้าฝ้ายสีขี้ตุ่น หรือย้อมสีหม้อห้อม อีกแบบหนึ่งคือ เสื้อครึ่งอกติดกระดุมหอยสองเม็ด จะมีกระเป๋าหรือไม่มีก็ได้

ในส่วนของกางเกงนั้น ผู้ชายจะสวมกางเกงจีนของไทใหญ่ ซึ่งมีลักษณะเป็นกางเกงเป้ายาวทรงหลวม ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายสีขี้ตุ่นหรือย้อมสีหม้อห้อม มี ๒ ขนาด คือ ขนาดขาสั้นครึ่งหน้าแข้ง ชาวเชียงใหม่เรียกกันว่า เตี่ยวสะดอ ซึ่งมีความหมายว่า ขนาดกึ่งกลาง และขนาดขายาวถึงข้อเท้า ในปัจจุบันกางเกงแบบนี้ทั้งสองขนาดจะถูกเรียกรวมไปว่า เตี่ยวสะดอ แต่มีบางท้องถิ่น เช่น ที่เมืองน่านเรียกว่า เตี่ยวสามดูก เพราะเย็บสามตะเข็บและที่เมืองแพร่บางทีก็นิยมเรียกกันว่า เตี่ยวกี การแต่งกายของชาวบ้านโดยทั่วไปเวลาทำงานในไร่สวนท้องนาก็จะสวมเสื้อเก่าๆ ที่ย้อมสีดำหม้อห้อมและเตี่ยวสะดอครึ่งแข้ง

ส่วนผู้หญิงก็จะนิยมสวมเสื้อผ้าฝ้ายคอกลมหลวมๆ แบบจีน แขนสามส่วน สีอ่อนเหมือนผู้ชาย แต่ยังคงนุ่งซิ่นแบบโบราณอยู่ การใช้สะไบก็จะใส่ทับลงไปบนเสื้ออีกทีหนึ่ง เวลาไปงานพิธี เกล้าผมสูงแบบโบราณ สับหวีทัดดอกไม้แล้วแต่โอกาส

ต่อมาในสมัยรัชการที่ ๖ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้นำเอาเสื้อแขนหมูแฮมแบบยุโรปและเสื้อคอยะวามาใช้ในคุ้มเชียงใหม่ ใส่กับซิ่นไหมลายพม่าที่เรียกว่า ซิ่นลุนตยา อะชีค ต่อตีนจกยกดิ้นแบบเชียงใหม่และแบบเชียงตุง เกล้าผมทรงญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่นิยมกันทางยุโรปสมัยนั้น ปักด้วยดอกไม้ไหวทองคำใส่ต่างหูเพชรและเครื่องประดับแบบตะวันตก รูปแบบการแต่งกายเช่นนี้ได้แพร่หลายไปในกลุ่มชนชั้นสูงในมณฑลพายัพเท่านั้น แต่ผู้หญิงชาวบ้านธรรมดายังคงสวมเสื้อคอกลม ซึ่งลักษณะเสื้อของผู้หญิงที่นิยมใส่ในสมัยนี้จะเป็นเสื้อผ้าฝ้ายคอกลม สีขาว ตัวหลวมแขนกระบอกต่อต่ำ ผ่าอกตลอด ผูกเชือกหรือติดมะต่อมแต๊บ (กระดุมแป๊บ) มีกระเป๋าปะทั้งสองข้าง หรือเป็นเสื้อผ่าครึ่งอก ติดกระดุมสองเม็ด เสื้ออีกลักษณะหนึ่งก็คือ เป็นเสื้อรัดรูปเอวลอย แขนสามส่วน คอกลม ผ่าหน้าตลอด ผูกเชือก หรือติดกระดุมผ้าแบบจีบ ในยุคหลังลงมานิยมใช้ผ้าป่านมัสลินตัดเย็บ นอกจากนี้ ยังมีเสื้อลำลองทั่วไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเสื้อเย็บแบบห้าตะเข็บ เย็บแบบพอดีตัว มีกระเป๋าปะ เวลาไปวัดก็นิยมห่มผ้าสะหว้ายแล่งทับเสื้ออีกทีและยังคงนิยมนุ่งซิ่นลายขวางและเกล้าผมแบบเดิมอยู่

ส่วนผู้ชายที่มีฐานะดีก็จะสวมกางเกงแพรจีนสีต่างๆ หรือแพรปังลิ้น (ผ้าซาติน) ใส่เสื้อคอกลมตัดเย็บด้วยผ้ามัสลินหรือผ้าป่าน ผ่าครึ่งอก ติดกระดุม ต่อแขนต่ำ มีกระเป๋าปะด้านหน้าตรงกลางตัวหรือมีกระเป๋าปะสองข้างก็ได้ สำหรับบรรดาเจ้านายจะนิยมใช้ผ้าไหมเย็บเสื้อ นุ่งโจงกระเบนผ้าไหมหางกระรอก หรือนุ่งเตี่ยวย้งซึ่งเป็นกางเกงเป้ายาวมากแบบเดียวกับกางเกงของชาวเขาเผ่าม้ง ในโอกาสพิเศษสวมเสื้อราชปะแตน สวมหมวกกะโล่ สำหรับผู้ชายพื้นบ้านชาวนาชาวสวนก็ยังคงนุ่งกางเกงและเสื้อเป็นผ้าฝ้าย จะสวมเสื้อสีขาวเวลามีงานพิธีและจะแสดงความคารวะหรือให้เกียรติอย่างสูงสุดด้วยการแต่ตัวสีขาวทั้งชุดเวลาออกงาน

ต่อมาการแต่งกายของชาวล้านนาได้มีเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มนยุคหลัวสงครามโลกครั้งที่ ๒ รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ส่งเสริมให้คนไททั่วประเทศแต่งกายแบบสากลนิยม ดังนั้น การแต่งกายของชาวล้านนาจึงเปลี่ยนแปลงมาเป็นดังเช่นทุกวันนี้

วิถีชีวิตกับการใช้ผ้าพื้นเมืองในล้านนา



การทอผ้าเพื่อใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของชาวล้านนาเป็นอย่างมาก เป็นงานที่ผู้หญิงแทบทุกคนจะต้องทำได้ เพราะความจำเป็นในการใช้สอยในครอบครัวเป็นกรอบบังคับอยู่ในอดีต การทอผ้าพื้นบ้านพื้นเมืองของล้านนานั้น จะทอขึ้นเพื่อประโยชน์ในการใช้สอยเป็นหลัก ซึ่งอาจแบ่งได้เป็นสองประเภทกว้างๆ คือ

  • ประเภทที่หนึ่ง เป็นผ้าทอขึ้นเพื่อใช้สอยในชีวิตประจำวัน ผ้าประเภทนี้จะไม่ให้ความสำคัญกับความประณีตงดงามนัก เช่น ผ้าซิ่นที่ชาวบ้านนุ่งทำงาน หรืออยู่กับบ้าน มักทอเป็นผ้าฝ้ายสีเรียบๆมีลวดลายง่ายๆมักมีสีพื้นเป็นหลัก เช่น สีพื้นดำหรือสีกรมท่า สลับด้วยลายขวางเป็นแถบสีแดงหรือสีส้ม เช่น ผ้าซิ่นเมืองแพร่ เป็นต้น หรือถ้าจะทอเป็นผ้าสำหรับตัดเสื้อที่ใช้ในงานประจำวันอย่างเสื้อหม้อห้อมก็จะเป็นผ้าเนื้อหยาบๆเพื่อความคงทน แล้วย้อมสีด้วยใบต้นคราม หรือต้นห้อม เป็นต้น นอกจากเครื่องนุ่งห่มแล้ว ผ้าที่ใช้สอยอย่างอื่น เป็นต้นว่า ผ้าขาวม้า ย่าม ผ้าห่ม ก็มักทออย่างเรียบๆ แต่บางท้องถิ่น ก็จะทำให้มีสีสดใสน่าใช้ก็มี
  • ส่วนผ้าอีกประเภทหนึ่ง เป็นผ้าทอไว้ใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น ผ้าสำหรับนุ่งห่มหรือใช้ในงานทำบุญ งานนักขัตฤกษ์ และพิธีการสำคัญๆ อาจจะต้องใช้ผ้าที่มีความประณีตงดงามเป็นพิเศษ เพราะการทอผ้าประเภทนี้นอกเหนือจากต้องประกวดประชันกันในด้านความประณีตงดงามแล้ว ยังต้องสอดคล้องกับความเชื่อและขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคมในกลุ่มชนนั้นด้วย ในโอกาสพิเศษเหล่านี้ผู้หญิงมักแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่มีลักษณะพิเศษ ซิ่นอาจเป็นซิ่นตีนจกที่มิเชิงหรือตีนทอเป็นลวดลายแบะสีสันงดงามเป็นพิเศษ

นอกจาการทอผ้าเพื่อใช้สอยโดยตรงแล้วชาวล้านายังใช้ผ้าและวัตถุที่ใช้ผ้า คือ เส้นด้าย มาเกี่ยวข้องสนองความเชื่อและงานประเพณีพื้นบ้านของตนด้วย เช่น การใช้ด้ายมาประดิษฐ์เป็นตุงหรือธงใช้ในประเพณีทานตุง หรือแม้ในงานพิธีศพก็ใช้ผ้าดิบสีขาวมาทำเป็นตุงสามหางถือนำหน้าศพ เพื่อที่จะช่วยนำวิญญาณของผู้ตายไปสู่สุขคติได้

ประเภทของผ้าทอแบบพื้นเมืองของชาวล้านนาซึ่งเป็นผ้าที่มีอยู่ในพื้นถิ่นที่สืบทอดมาแต่โบราณ และยังปรากฏมีการทอและใช้อยู่ในดินแดนล้านนาในทุกวันนี้ ซึ่งอาจจำแนกไปตามกรรมวิธีของการผลิตและวัสดุที่ใช้ดังต่อไปนี้
-->
  • ผ้ายกดอก การทอผ้ายกดอก หมายถึง การยกเส้นยืนเพื่อที่จะสอดเส้นพุ่ง เพื่อทำให้เกิดลวดลาย นิยมทอทั้งผ้าฝ้ายยก และผ้าไหมยก เส้นพุ่งนั้นอาจเป็นฝ้ายหรือไหมสีอื่น เพื่อทำลวดลายให้เกิดขึ้นหรืออาจใช้ดิ้นเงินดิ้นทองก็ได้ การทอผ้ายกมีขั้นตอนตั้งแต่การคัดเลือกเส้นใย การย้อมสี การขึ้นหูกลวดลาย จากนั้นจึงทำขั้นตอนของการทอ ซึ่งขึ้นอยู่กับความชำนาญ แบะความคุ้นเคยกับลายที่ทอ ลวดลายการยกดอกนิยมในกลุ่มตระกูลไทยวน ซึ่งใช้ในการทอผ้าห่ม เพราะทำให้เนื้อผ้าที่ทอหนาขึ้น เช่น ที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทอหนาขึ้น เช่น ที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทอผ้าห่มด้วยการยกตอกสี จะทอลายขนมเปียกปูน หรือลายดอกตะกอที่เรียกว่า ผ้าห่มตาแสง หรือผ้าห่มตะโก้ง ซึ่งใช้ฝ้ายสีแดง ดำ และขาว ทอทั้งเส้นยืนเส้นพุ่ง ทำให้เป็นลายตาราง ปัจจุบันการทอฝ้ายยกดอกที่เป็นที่รู้จักและนิยมกันมากจะเป็นการทอผ้าไหมยกดอก โดยเฉพาะผ้าไหมยกดอกลำพูน ซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันทั่วไป การทอผ้าไหมยกดอกของลำพูนมีวิวัฒนาการลวดลายเพิ่มมากขึ้นและได้รับอิทธิพลจากราชสำนักมากขึ้น ลวดลายบางลวดลายปรับมาจากผ้าโบราณ หรือประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เพิ่มความวิจิตรบรรจงและงดงามมากขึ้น แหล่งผลิตที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันได้แก่ โรงทอคุ้มเจ้าหญิงส่วนบุญ โรงทอของคุณยายบัวผัน โนตานนท์ โรงทอห้าจันดี บ้านหลวย โรงทอป้าบุญศรี บุณยเกียรติ โรงทอผ้าสุวรีย์ และโรงทอผ้าเพ็ญศิริไหมไทย ซึ่งทั้งหมดอยู่ในเขตจังหวัดลำพูนทั้งสิ้น

  • ผ้าซิ่น คือ ผ้าที่เย็บเป็นถุงสำหรับผู้หญิงนุ่ง วิธีการนุ่งจะทบจากซ้ายไปขวา หรือจากขวาไปซ้ายก็ได้ โดยเหน็บชายพกไว้ตรงเอว ส่วนเชิงหรือตีนซิ่นจะเสมอกัน อีกวิธีหนึ่งคือ ทบทั้งข้างซ้ายและขวาเข้ามาอยู่ตรงกลาง ส่วนตรงเอวจะพับชายผ้าลงเพื่อเหน็บไว้ไม่ให้หลุดผ้าซิ่นมีความสำคัญ เพราะเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงสถานภาพและแหล่งกำเนิดของกลุ่มชน ซึ่งดูได้จากโครงสร้างและลวดลายที่ปรากฏบนผืนผ้าชนแต่กลุ่มจะนุ่งผ้าซิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มของตน ซึ่งทำให้ทราบได้ว่าแต่ละกลุ่มชนชาติพันธุ์กลุ่มใด มาจากหมู่ใด ส่วนรายละเอียดในการออกแบบโครงสร้างและลวดลายบนผืนผ้าซิ่นนั้น เพราะคนในหมู่บ้านเดียวกันจึงจะบอกได้ว่าแสดงหรือบ่งชี้ถึงสภาพของผู้นุ่งอย่างไรสำหรับผ้าซิ่นของชาวล้านนานั้นแม้ว่าจะมีหลายรูปแบบ แต่โดยส่วนรวมแล้วลักษณะโดยทั่วไปของซิ่นของชาวล้านนาจะมีรูปแบบที่เป็นแม่บทอันเดียวกันคือ ลายของตัวซิ่นจะทอเป็นลวดลายขวางกับตัว ซึ่งจะต่างไปจากซิ่นพื้นบ้านอีสานที่นิยมทอซิ่นที่มีลายเป็นทางขนานกับตัวผู้นุ่งเป็นซิ่นลายลง โครงสร้างของซิ่นโดยทั่วไปจะประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนเอว ส่วนกลาง และส่วนตีนซิ่น ซึ่งผ้าซิ่นของแต่ละกลุ่มชนก็จะมีความแตกต่างกันไปโดยจะมีเอกลักษณ์ของตนเอง สำหรับผ้าซิ่นที่พบมีในดินแดนล้านนาอาจแบ่งออกได้เป็น ๓ กลุ่มคือ
    • ผ้าซิ่นแบบไทยวน ผ้าซิ่นแบบไทยวนเป็นผ้าซิ่นแบบเย็บข้างเดียว มีลวดลายขวางบนตัวซิ่น ตีนซิ่นอาจเป็นพื้นธรรมดาสีแดงหรือสีดำ หรือเป็นตีนจกซึ่งจะมีลวดลายอยู่ตรงส่วนบนครึ่งท่อนของตีนซิ่น 
    • ผ้าซิ่นแบบไทลื้อ ผ้าซิ่นแบบไทลื้อเป็นผ้าซิ่นแบบเย็บสองตะเข็บ มีลวดลายขวางบนตัวซิ่น ตัวซิ่นไม่มีลวดลายตกแต่ง แต่ใช้ผ้าซิ่นผ้าพื้นสีความธรรมดา สีดำ หรือสีคราม และแดงเฉพาะในกลุ่มไทลื้อเมืองเงิน 
    • ผ้าซิ่นแบบลาว ผ้าซิ่นแบบลาวเป็นผ้าซิ่นแบบเย็บข้างเดียว ลวดลายบนตัวซิ่นเป็นลวดลายทางยาว หรือเป็นลายมุก ตีนซิ่นอาจเป็นผ้าพื้นธรรมดาหรือเป็นตีนจกซึ่งมีลวดลายเต็มตลอดผืนของตีนซิ่น

นอกจากการแบ่งประเภทของผ้าซิ่นไปตามลักษณะของกลุ่มชนแล้วผ้าซิ่นยังมีชื่อเรียกเฉพาะในแต่ละรูปแบบอีกด้วย ได้แก่
    • ซิ่นก่าน เป็นซิ่นของชาวไทลื้อเมืองน่าน ที่ทอด้วยลวดลายมัดหมี่หรือมัดก่าน หรือคาดก่าน
    • ซิ่นก่านกอความ เป็นซิ่นของชาวไทยวน จังหวัดแพร่ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ซิ่นแหล้ เป็นซิ่นดำมีริ้วสีแดงคาดตรงส่วนบนของตีนซิ่น 
    • ซิ่นกำเคิบ เป็นผ้าซิ่นเมืองน่านที่ทอด้วยดิ้นทองเป็นลวดขิดเต็มผืน เย็บแบบสองตะเข็บ บางที่เรียกว่า ซิ่นไหมคำเคิบ หรือซิ่นเคิบไหมคำ ตีนซิ่นอาจเป็นผ้าพื้นธรรมดา หรืออาจต่อด้วยตีนจกซึ่งก็นิยมจกด้วยดิ้นเช่นกัน 
    • ซิ่นเชียงแสน เป็นซิ่นเมืองน่าน มีลักษณะเป็นผืนผ้าสีแดงมีริ้วสีเข้ม เช่น สีดำ หรือครามเป็นลายขวาง ทอด้วยเทคนิคขัดสานธรรมดาเย็บแบบสองตะเข็บ  
    • ซิ่นตำ เป็นผ้าซิ่นไทลื้อแบบดั้งเดิม มีลักษณะเป็นลายขวางทอด้วยขัดสานธรรมดาเย็บแบบสองตะเข็บ ต่อส่วนเอวหรือหัวซิ่นแถะส่วนตีนซิ่นด้วยผ้าสีคราม  
    • ซิ่นตำมะนาว เป็นซิ่นของชาวไทยวน จังหวัดแพร่ เป็นซิ่นสีเหลืองมีริ้วลายขวางสีเข้ม เชิงดำ ครม หรือม่วงสลับ 
    • ซิ่นป้อง เป็นซิ่นของเมืองน่าน เย็บสองตะเข็บ ทอด้วยเทคนิคขีดเป็นลายขวางสลับริ้วสีพื้นมีช่วงขนาดของลายที่เท่ากันโดยตลอดคำว่า ป้อง อาจมาจากโครงสร้างของลายขวางเป็นปล้องๆ ซิ่นป้องเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ซิ่นคาเหล้ม  
    • ซิ่นเมืองลิน เป็นซิ่นของชาวไทลื้อ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา อีกแบบหนึ่ง เป็นซิ่นลายขวาง ทอด้วยเทคนิคธรรมดา  
    • ซิ่นตีนจก เป็นซิ่นที่ต่อเชิงด้วยตีนจก ซึ่งผู้หญิงล้านนาแต่ดั้งเดิมจะใช้นุ่งในโอกาสพิเศษ 
    • ผ้าเช็ด คำว่า ผ้าเช็ด เป็นคำภาษาไทลื้อซึ่งใช้เรียกผ้าทอชนิดหนึ่ง แต่ไม่ได้เอามาใช้สอยสำหรับเช็ดส่วนต่างๆ ของร่างกาย ผ้าเช็ดเป็นลักษณะเป็นผืนผ้าสี่เหลี่ยม ใช้วิธีการทอด้วยการขิดหรือจกเป็นลวดลายต่างๆ หลากหลายแบบ เราอาจแบ่งผ้าเช็ดออกได้เป็น ๓ ขนาด คือ 
      • ผ้าเช็ดหลวง เป็นผ้าชนิดหนึ่งซึ่งพบเฉพาะในกลุ่มไทลื้อลักษณะเป็นผืนขนาดยาวประมาณ ๒-๓ เมตร กว้างประมาณ ๑๕-๓๐ ซม. รูปลักษณะคล้าย ตุง มาก ชาวไทลื้อจะทำผ้าเช็ดหลวงนี้ถวายวัดเช่นเดียวกับการุวายคุง โดยแขวนไว้ในวิหาร สิ่งที่เป็นของแตกต่างระหว่างผ้าเช็ดหลวงกับตุง ก็คือ ลวดลายผ้าเช็ดหลวงนั้นจะไม่มีไผ่คั่นเป็นปล้องๆ และไม่มีลวดลายรูปปราสาทแบบผ้าตุง ลวดลายบนผ้าเช็ดหลวงจะใช้วิธีการเก็บขิดด้วยไม้ค้ำเป็นช่วงๆไป จนกระทั่งถึงครึ่งหนึ่งของความยาวของงผืนผ้าที่ต้องการก็จะยกดอกช่วงหนึ่ง แล้วย้อมกลับทอลวดลายเดิมด้วยวิธีดึงไม้ค้ำออก ทอมาจนสุดความยาวของปลายผ้าอีกด้านหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ลวดลายจึงถูกกำหนดด้วยเทคนิคการทอให้ซ้ำกันจากปลายผ้าทั้งสองข้างไล่ลำดับช่วงมาสู่ตรงกลางผืนผ้าที่เป็นลายยกดอก ผืนผ้าเช็ดหลวงจะเป็นผ้าฝ้ายสีขาว สีที่เด่น ก็คือ สีดำและแดง ลวดลายในแต่ละช่วงจะเป็นรูปคน สัตว์ ดอกไม้ และเรขาคณิต 
      • ผ้าเช็ด เป็นผ้าผืนยาวประมาณ ๑ – ๑.๕๐ เมตร กว้างประมาณ ๑๕ – ๔๐ ซม. เป็นผ้าที่ใช้สำหรับตกแต่งร่างกายในโอกาสพิเศษ ชาวไทลื้อจะใช้เฉพาะสำหรับผู้ชายพาดไหล่เวลาไปวัด หรือไปงานฉลองพิธีกรรมต่างๆ โดยวิธีการพาดจะพับ ๒ – ๓ ทบให้ผ้าหน้าแคบลงพอดีกับไหล่ และพับด้านยาวให้เหลือครึ่งหนึ่ง ใช้พาดบนไหล่ซ้ายหรอขวาก็ได้ ผ้าเช็ดของชาวไทลื้อที่สิบสองพันนาและที่พบในประเทศไทย จะมีลักษณะเป็นผ้าฝ้ายสีขาวทอด้วยวิธีการขิด รูปแบบเดียวกับผ้าเช็ดหลวงส่วนผ้าเช็ดของชาวไทลื้อที่เมืองเงิน ประเทศลาว ตลอดจนที่พบในหมู่บ้านชาวไทลื้อเขตตำบลปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน จะมีลักษณะพิเศษ คือเป็นผ้าทอด้วยวิธีการขิดปละจกสลับสีต่างๆ โดยส่วนใหญ่จะทอด้วยฝ้ายและไหมผสมกัน บางผืนมีดิ้นเงินดิ้นทองสลับด้วย ลวดลายส่วนใหญ่จะเป็นลายเรขาคณิต มีโครงสร้างเหมอนกับผ้าเช็ดหลวง มีบางปืนเป็นผ้าไหมถ้วน จะมีโครงสร้างคล้ายกับผ้าเบี่ยง ของชาวไทยวนในประเทศลาว 
      • ผ้าเช็ดน้อย เป็นผ้าฝ้ายสีขาวขนาดเล็ก กว้างประมาณ ๑๕ ถึง ๒๐ ซม. ยาวประมาณ ๒๐ – ๓๐ ซม. มีลายขิดขนาดเล็กเป็นริ้วตรงชาย ผ้าสองข้าง ใช้เป็นผ้าเช็ดหน้า และชาวไทลื้อที่สิบสองพันนาจะใช้ตกแต่งครัวทาน ถวายพระ 
ชาวไทยวนไม่นิยมทอผ้าเช็ด ไม่ว่าจะเป็นผ้าชนิดใด แต่เราจะพบผ้าพาดไหล่ของชาวไทยวนที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียวใหม่ ที่มีลักษณะการตกแต่งลวดลายขิดขนาดเล็กตรงเชิงผ้าคล้ายคลึงกับผ้าเช็ดน้อยขางชาวไทลื้อ นอกจากนี้เราจะพบว่าเวลาไปวัดชาวไทยวนทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะนิยมใช้ผืนผ้าสีขาวตกแต่งร้างกายเป็นพิเศษ โดยผู้ชายจะใช้พาดไหล่แบบเดียวกับการพาดผ้าเช็ดของชาวไทลื้อ ส่วนผู้หญิงจะนิยมห่มแบบเฉียงที่เรียกว่าห่มแบบสะหว้ายแล่ง หรือเบี่ยงบ้ายซึ่งปัจจุบันนี้มักเป็นผ้าที่ซื้อหาจากตลาดมิได้ทอขึ้นใช้เองดังแต่ก่อน

    • ผ้าหลบ (ผ้าปูที่นอน) ผ้าหลบก็คือผ้าปูที่นอน ซึ่งใช้ปูทับลงบนฟูกหรือสะลีอีกทีหนึ่ง ผ้าหลบของชาวไทยวนโดยทั่วไปจะเป็นผ้าฝ้ายสีชาวทอจัดสานธรรมดา ใช้ฟืมขนาดเล็ก คือ มีหน้ากว้างประมาณ ๔๐ – ๖๐ ซม. ดังนั้นจึงนิยมทอสองผืน แล้วนามาเย็บต่อกลางเพื่อให้มีขนาดพอเหมาะแก่การปูบนฟูกได้พอดี ผ้าหลบ ของชวาไทลื้อและของชาวไทยวนในบางแห่งซึ่งได้รับอิทธิพลการห่อผ้าจากไทลื้อ จะมีลักษณะเด่นอยู่ที่การทอลายขิดตกแต่งลวดลายขิดบนผ้าหลบซึ่งเกิดจากเส้นพุ่งนี้จะนิยมใช้เส้นผ้ายสีแดงสลับสีครามดำ อาจมีเพียง ๑ – ๒ แถวเฉพาะตรงส่วนของเชิงผ้า หรือบางผืนอาจทอลวดลายขิดจนเกือบเต็มผืนผ้าหลบ เหลือเพียงส่วนที่เป็นผ้าพื้นสีขาวเฉพาะตรงส่วนบนเท่านั้น ลักษณะโครงสร้างของผ้าหลบไทลื้อส่วนใหญ่ก็คือตรงชายผ้าจะรวบเส้นฝ้ายกัดเป็นตาข่าย จากส่วนถักนี้ขึ้นไปนะเป็นส่วนช่วงผ้าพื้นสีขาว เรียกว่า ป้าน ก็จะเป็นลายขิดที่เรียกว่า สายย้อย ซึ่งมีลักษณะเป็นลายเส้นตรงเป็นแถวเรียงกันคลล้ายกับลายของเชิงผ้าซิ่นตีนจก ถัดจากลายสายย้อย ก็จะเป็นลายขิดต่างๆ เป็นแถวๆ สลับช่วงสีพื้นเล็กๆ ไปเรื่อยๆ มีทั้งลายขิดพื้นฐานขนาดเล็กและลายที่เกิดจากการคิดประดิษฐ์ผสมผสานลายพื้นฐานจนเป็นลายขนาดใหญ่ สำหรับลายพื้นฐานที่พบอยู่เสมอก็คือ ลายขอเล็ก ขอใหญ่ ขอขะแจ๋ (แปลว่า กุญแจ) ลายกาบ ลายหน่วย ลายเครือ ลายดอกจัน ลายนาค ลายนกหรือหงส์สายช้าง ลายม้า และลายคน ฯลฯ

ปัจจุบันนี้ชาวไทลื้อในสิบสองพันนาและในล้านนาบางแห่งได้รับอิทธิพล จากการใช้วัสดุสมัยใหม่คือใช้ไหมพรมในการทอลายขิด บนผ้าหลบทำให้มีสีสันหลากสีขึ้น แต่ก็ทำให้คุณค่าของวามงามของผ้าทอพื้นบ้านด้อยลง

    • ผ้าปูหลบ (ผ้าปูพื้น) ชาวไทลื้อลาวไทยวนเรียกผ้าชนิดหนึ่ง ที่ใช้ปูนอนคล้ายคลึงกับผ้าหลบว่า ผ้าแหลบ ผ้าแหลบเป็นผ้าที่ใช้ปูกับพื้นได้เลย มิได้ปูลงบนสะลีเช่นผ้าหลบ ลักษณะผ้าแหลบนี้เป็นผ้าฝ้ายีขาวทอด้วยลายขิดจนเต็มผืน เป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสีดำแดง หรือเป็นสีดำแล้วจกด้วยไหมสีเหลืองตรงในกลางชองรูปสี่เหลี่ยม มีขนาดผืนผ้าแคบกว่าผ้าหลบครึ่งหนึ่ง (คือ จะใช้ผ้าทอจากฟืมเดียวไม่ต้องต่อกลาง ๒ ผืนเช่นผ้าหลบ) มีผ้าสีแดงขลิบริมโดยรอบ บางครั้งจะมีผ้าพื้นสีดำเย็บซ้อนติดกันอีกชั้นหนึ่ง ผ้าชนิดนี้ใช้สำหรับปูนอนในระหว่างการเดินทางและสำหรับผู้เฒ่าผู้แก่หรือพระสงฆ์ปูนอนที่วัด ผ้าแหลบนี้เรียกกันเป็นหลายชื่อตามแต่ลักษณะ ขนาด และการใช้สอย เช่นเรียกว่า ผ้าเติ้ม ผ้านอนถ้าหากใช้ รองนั่งก็มักจะมีขนาดสั้นครึ่งหนึ่งของผ้านอนนี้ เรียกว่า ผ้านั่ง ใช้เป็นอาสนะของสงฆ์หรือฆาราวาสใช้ปูนั่งในวิหารเวลาฟังเทศ
    • ผ้าหลบหัวช้าง ผ้าอีกลักษณะหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับ ผ้าแหลบมาก ก็คือ ผ้าที่ใช้ปูหัวช้าง ชาวไทลื้อเรียกว่า ผ้าล้อหัวช้าง ลักษณะของผ้าหลบหัวช้างล้านนาจะมีขนาด ๕๐ X ๑๕๐ ซม. ใช้ผ้าสีแดงขลิบโดยรอบ ใช้เทคนิคการทอทั้งยกดอก ชิด และจกสลับสีสดใส ปัจจุบันผ้าชนิดนี้มิได้ใช้ปูบนหลังช้างแล้ว ยังคงเหลือใช้เฉพาะสำหรับเป็นของมอบให้ญาติผู้ใหญ่ในพิธีแต่งงานเทานั้น เรียกว่า ผ้าล้อ หรือผ้านอน 
    • ผ้าห่ม คือผ้าที่ใช้ห่มร่างกายให้ความอบอุ่น ซึ่งมีทั้งผ้าที่ใช้ห่มคลุมในเวลาปกติ และใช้ห่มในเวลานอน เนื่องจากฟืมพื้นเมองจะมีขนาดหน้าแคบคือกว้างประมาณ ๖๐ ซม. ดังนั้น ผ้าห่มจึงมีลักษณะใช้ผ้าสองผืนเย็บเพาะด้านข้างต่อกัน เพื่อให้มีความกว้างประมาณ ๑๒๐ ซม. ความยาวประมาณ ๒๐๐ ซม. พอเหมาะแก่การห่มคลุม ผ้าห่มที่พบใช้ในถิ่นล้านนา จะมีอยู่ ๓ ลักษณะ คือ 
      • ผ้าห่มตาแสง หรือผ้าห่มตาโก้ง เป็นผ้าฝ้ายทอลายยกดอกโดยใช้เขา ๓ – ๘ เขา สีที่นิยมคือ สีดำ แดง ขาว ซึ่งสลับสีทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน ทำให้เกิดเป็นลายตาลางสีเหลี่ยม ลางผืนก็มีเฉพาะสีดำสลับชาวหรือสีแดงสลับขาว หรือสีขาวทั้งผืน มีริ้วสีดำ เฉพาะเส้นยืนตรงริมผ้าสองช้าง ผ้าที่ใช้ห่มคลุมตัวในเวลาปกติจะมีขนาดราว ๑๒๐ x ๒๐๐ ซม. เรียกว่า ผ้าตุ๊ม (แปลว่า คลุม) ส่วนผ้าที่ใช้ห่มเวลานอนเรียกว่า ผ้าต้วบมักจะทอให้ขนาดยาวอีกเท่าตัวคือราว ๔๐๐ ซม. แล้วทบเย็บหัวท้ายติดกัน ทำให้ผ้ามีความหนาสองชั้นสามารถให้ความอบอุ่นมากขึ้น ลักษณะผ้าห่มชนิดนี้ใช้กันทั่วไปในล้านนา ทั้งในกลุ่มชาวไทยวน ไทลื้อ และลาว 
      • ผ้าห่มของไทลื้อ ที่เป็นเอกลักษณ์แบบตั้งเดิมก็คือผ้าห่มที่ทอด้วยลายขิดทั้งผืน เป็นลายทางยาวเรียกว่า ลายงูลอย สลับ ลายหน่วยเครือ ผืนผ้าเป็นสีขาว ส่วนลวดลายขิดเป็นสีแดงหรือสีดำครามผ้าห่มชนิดนี้ถ้าใช้ห่มเวลานอนจะมีผ้าผืนสีชาวซ้อนอีกชั้นหนึ่ง โดยเย็บเฉพาะส่วนเชิงด้านบนติดกัน ทำให้ผ้ามีความหนาสองชั้น ให้ความอบอุ่นมากขึ้น 
      • ผ้าห่มลาว เป็นผ้าห่มชนิดที่มีลวดลายจกและขิดตรง ส่วนเชิงข้างเดียว ผืนผ้าทอด้วยวิธียกดอก ใช้ฝ้ายเส้นใหญ่หรือฝ้าย ๒ - ๓ เส้นทอทำให้ผ้ามีความหนาและนิยมใช้สีแดง ดำ และชาวในการทอ

นอกจากนี้ยังมีผ้าที่ทอโดยชนกกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆ ซึ่งกระจัดกระจายอยู่เป็นอันมากจนอาจถือได้ว่าเป็นประชาชนส่วนหนึ่งของล้านนาด้วย ผ้าที่ผลิตโดยชนกลุ่มน้อยนี้มีรูปแบบและกรรมวิธีที่แตกต่างกันไปตามคตินิยมและขนบธรรมเนียมและประเพณีของตน ได้แก่ ผ้าของชาวกะเหรี่ยง ม้ง อีก้อ เย้า ลีซอ มูเซอดำ มูเซอแดง ปะหร่อง เป็นต้น ตลอดจนสิ่งชองเครื่องใช้ที่เป็นผ้า ซึ่งเป็นผ้าที่ใช้วิธีการทอ รูปร่างลักษณะ ลวดลาย ตลอดจนเทคนิคการทอก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่เสดงออกถังเอกลักษณ์ในแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ด้วย เช่น ถุงย่าม ตุงผ้าทอ และผ้าห่อคัมภีร์ เป็นต้น ซึ่งในที่นี้จะไม่กล่าวถึงในรายละเอียด


เทคนิคการทอผ้าของชาวล้านนา




ดินแดนล้านนาหรือภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยนั้น เป็นดินแดนที่พบสิ่งทอหรือผ้าทอแบบพื้นถิ่นพื้นเมืองอยู่ค่อนข้างมากและมีความหลากหลายแตกต่างกัน ทั้งนี้ เนื่องด้วยมีกลุ่มชนหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ ทั้งที่อาศัยอยู่มาแต่โบราณกาล และเพิ่งอพยพเข้ามา โดยมีพื้นที่อาศัยอยู่ทั้งพื้นที่ราบและในเขตภูเขา อาทิ ไทยวน (คนเมือง) ไทลื้อ ลาว ไทใหญ่หรือเงี้ยว กะเหรี่ยง มอญ ลัวะ ตลอดจนชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆ เช่น ม้ง เย้า อีก้อ ลีซอ มูเซอ เป็นต้น ดังนั้น ผ้าทอพื้นถิ่นพื้นเมืองที่พบในดินแดนล้านนาจึงมีรูปแบบ เทคนิค ลวดลาย แตกต่างกันไปตามท้องถิ่นและลักษณะชาติพันธุ์ของกลุ่มชนเหล่านั้น ซึ่งผ้าทอเหล่านั้นล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างสรรค์ภูมิปัญญา และลักษณะของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างไรก็ดี ความแตกต่างของผ้าทอต่างๆเหล่านั้น ซึ่งผ้าทอเหล่านั้นล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างสรรค์ภูมิปัญญา และลักษณะของแต่ละชาติพันธุ์ อย่างไรก็ดี ความแตกต่างของผ้าทอต่างๆ เหล่านั้น ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องอยู่ที่เทคนิคที่ใช้ในการทอผ้าแต่ละชนิด ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจในผ้าทอพื้นถิ่นพื้นเมืองในแต่ละชนิด ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเทคนิคการทอผ้าแบบต่างๆ ที่พบมีใช้อยู่ในดินแดนล้านนาต่อไป ดังนี้

  • มัดหมี่ เป็นศัพท์เทคนิค ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า lkat ซึ่งเดิมเป็นภาษาอินโดนีเซีย มัดหมี่ หมายถึง ลวดลายที่ปรากฏบนผืนผ้าหลังจากการมัดลานที่ด้ายพุ่งด้วยเชือก ก่อนนำไปย้อมสี ซึ่งจะทำให้เกิดลวดลายตามที่ต้องการที่ด้ายเส้นพุ่งก่อนนำไปทอเป็นผืนผ้าเทคนิคนี้รู้จักกันกว้างขวางในกลุ่มชนที่เรียกว่า ไท- ลาว ซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณตอนกลางของที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง นอกจากนั้นยังพบว่ามีไทลื้อกลุ่มหนึ่งในจังหวัดน่านยังคงใช้เทคนิคมัดหมี่สำหรับผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งชาวไทลื้อกลุ่มนี้จะเรียกเทคนิคนี้ว่า มัดก่าน หรือ คาดก่าน จะนิยมทอลายมัดหมี่นี้สลับกับการทอลายขิด ทั้งลวดลายและการทอสลับขิดเช่นนี้คล้ายคลึงกับกลุ่มชนไทเหนือที่อาศัยอยู่ในแถบแขวงซำเหนือทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศลาว 
  • จก เป็นเทคนิคการทำลวดลายบนผืนผ้าด้วยวิธีการเพิ่มเส้นด้ายเส้นพุ่งพิเศษเข้าไป เป็นช่วงๆไม่ติดต่อกันตลอดหน้ากว้างของผ้า กระทำโดยใช้ไม้หรือขนเม่น หรือนิ้วมือยกหรือจกด้ายเส้นยืนขึ้น แล้วสอดใส่ด้ายเส้นพุ่งพิเศษเข้าไป คนบางกลุ่มใช้เทคนิคนี้ทำลวดลายบนผ้าโดนคว่ำหน้าของผ้าลงกับกี่ เช่น การทอจกที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เทคนิคนี้กลุ่มชนตระกูลไทรู้จักกันดี และใช้ทอทั้งในการทอผ้าฝ้ายและผ้าไหม
  • ขิด เป็นเทคนิคการทำลวดลายบนผืนผ้าด้วยวิธีการเพิ่มด้ายเส้นพุ่งพิเศษเข้าไป เช่นเดียวกับการจก แต่ลายขิดท่าติดต่อกันตลอดหน้ากว้างของผ้า กระทำโดยใช้ไม้ค้ำ (shed sticks) หรือเขาที่ทำพิเศษ (string heddles) นอกจากเขาที่ทอแบบธรรมดา ในการทำลวดลายขิดจากไม้ค้ำสามารถทำให้เกิดลวดลายได้สองครั้ง ครั้งแรกในขณะที่ไม้ค้ำสอดใส่เข้าไปในเส้นยืน และครั้งที่สองในขณะที่ดึงไม้ค้ำออก ส่วนการที่จะให้เส้นพุ่งผ่านไปได้นั้นต้องใช้ไม้ดาบ (blade) ซึ่งเป็นไม้แบนยาวสอดผ่านเส้นยืนเข้าไปแล้วพลิกทางเส้นไม้ขึ้น สำหรับการทำลวดลายจากเขา ทำให้ประหยัด เวลาและทุ่นแรงมาก แต่ข้อจำกัดคือ สามารถทำให้เกิดลวดลายแบบธรรมดาๆ เท่านั้น ซึ่งต่างไปจากการใช้มือ ลวดลายที่เกิดขึ้นจากการใช้เขาขึ้นอยู่กับจำนวนและตำแหน่งของเขาที่ใช้ กลุ่มคนในตระกูลไทจะใช้เทคนิคการทอผ้าด้วยเขาเป็นสองระบบ คือ
    • ระบบแรก ใช้เขาที่ทำจากเชือกหลายอัน แต่ละอันผูกติดกันกับแถบไม่ที่โยงฟืมและเขา (heddle rod) ในขณะทอเมื่อผู้ทอจะใช้เขาอันไหนก็นำเชือกที่ผูกอยู่ไปเกี่ยวกับไม้ตะกอ (treadles) ระบบนี้พบใช้ในกลุ่มไทลื้อ ในอำเภอเชียงของ แต่ไทลื้อส่วนใหญ่จะใช้ระบบของไม้ค้ำ (shed sticks)
    • ระบบที่สอง ใช้เขาหลายอันแขวนไว้กับแนวดิ่ง หรือที่รู้จักกันว่าเขาเก็บขิด (vertical heddles) ผู้ทอใช้ไม้ขิดเสียบเข้าไปในเชือกของเขาเก็บขิดเช่นเดียวกับที่ใช้ไม้ค้ำกับเส้นด้ายยืน วิธีการนี้สามารถทำให้เกิดลวดลายต่างๆ ได้หลายครั้ง ในระหว่างการทอไม้เก็บขิดที่แขวนเรียงอยู่จะถูกทยอยใช้ อันที่ใช้แล้วจะถูกนำไปแขวนข้างใต้ด้ายเส้นยืน แล้วก็จะทำลายซ้ำกันโดยวิธีเดียวกัน คือนำไม้เก็บขิดกลับขึ้นไปข้างบนอีก ระบบนี้ค่อยข้างจะยากในการทำลวดลาย จำเป็นต้องใช้ผู้ช่วยอีกสองคนในการช่วยยกเขาเก็บขิด ระบบนี้พบใช้กันมากในภาคอีสาน
      • ยกดอก เป็นเทคนิคการทำลวดลายซึ่งเกิดจากวิธีการยกเขาแยกเส้นยืนขึ้นลง แต่ไม้ได้เพิ่มเส้นด้ายเส้นพิเศษเข้าไปในผืนผ้า เช่น การจก หรือ การขิด ลายยกดอกต่างๆที่ปรากฏนั้นมีทั้งลายสาม-แปดตะขอ (Twill) ลายก้างปลา (Zherring-bone wave) และลายขัดสอง (basket wave) การยกดอกในบางครั้งจะมีการเพิ่มด้ายเส้นพุ่งจำนวนสองเส้นหรือมากกว่านั้นเข้าไป หรือเพิ่มดิ้นเงินดิ้นทองเข้าไป ซึ่งจะทำให้ได้ลวดลายเหมือนกันมากกับลวดลายที่เกิดจากเทคนิคการจกและการขิด เราจะสามารถบอกความแตกต่างได้ก็ต่อเมื่อมีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดเท่านั้น ในลวดลายที่เกิดจากเทคนิคการจกและการขิดนั้น ด้ายเส้นพุ่งพิเศษที่เพิ่มเข้าไปสามารถดึงออกได้โดนไม่ทำให้เนื้อผ้าเสียหาย แต่ในกรณีของการยกดอกจะทำให้เกิดผลตรงข้าม ลวดลายการยกดอกรู้จักกันดีในกลุ่มชนตระกูลไท ซึ่งใช้เทคนิคนี้ในการใช้ทอผ้าห่ม เพราะทำให้เนื้อผ้าที่ทอหนาขึ้นเหมาะสมกับการใช้งาน ไทยวนที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ใช้เทคนิคการทอผ้าด้วยการยกดอกสี่ตะกอลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน (a diamond pattered twill) ซึ่งคล้ายกันมากกับผ้าห่มของพวกไทยทวน ในล้านนาสีที่ใช้จะเป็นสีแดง หรือสีดำ และสีขาวเป็นลายตาราง (a chequer design) สลับกันไปทั้งผืน
      • เกาะ หรือ ล้วง วิธีเกาะเป็นเทคนิคการทอที่ไม่ได้เส้นด้ายพุ่งสอดใส่จากริมผ้าด้านหนึ่งไปสู่ริมผ้าอีกด้านหนึ่งตามวิธีการทอแบบธรรมดาทั่วไป และไม่ใช้วิธีการทอโดยเพิ่มด้ายเส้นพุ่งพิเศษเข้าไปในเนื้อผ้า เช่น เทคนิคการจก แต่การทอแบบ เกาะ เป็นการใช้ด้ายเส้นพุ่งหลายๆสี เป็นช่วงๆ ทอด้วยเทคนิคธรรมดาโดยการเกี่ยวและผูกเป็นห่วง (hook and dove-tail) รอบด้ายเส้นยืนเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับเนื้อป้า ลวดลายที่ละเอียดและซับซ้อนก็สามารถทำได้ด้วยเทคนิคนี้
      • มุก เป็นเทคนิคการทออีกวิธีหนึ่งซึ่งปัจจุบันใช้กันอยู่น้อยมากกลุ่มชนที่ยังใช้เทคนิคนี้ ได้แก่ ไทแดง และไทพวน ที่อาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศลาว รวมถึงกลุ่มที่อพยพมาอยู่แถวเมืองเวียงจันทร์ และภาคเหนือของประเทศไทยด้วย วิธีทอใช้เทคนิคการเพิ่มเส้นยืนเข้าไปในเนื้อผ้า โดยการเตรียมด้ายเส้นยืนพิเศษไว้ตอนบนของกี่เหนือด้ายเส้นยืนธรรมดาที่ขึงไว้ ลวดลายบนผืนผ้าที่เกิดจากเทคนิคนี้คล้ายกันมากกับลวดลายที่เกิดจากเทคนิคการขิดและจก อาจจะทำให้เข้าใจผิดได้ง่าย ถ้าหากเกิดการสับสนในทิศทางของด้ายเส้นยืน กลุ่มไทลื้อในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา และชาวไทลื้อในเขตจังหวัดน่าน เรียกลวดลายที่เกิดจากการขิดนี้ว่า ลายมุก ซึ่งอาจทำให้สับสนลวดลายมุกของที่อื่นๆ ลายมุกของกลุ่มไทแดงนั้นแตกต่างจากลวดลายมุกของกลุ่มไทพวน โดยไทแดงนิยมทำลายใหญ่ๆ ใช้สีเขียวอมฟ้าอ่อน และนิยมทอลายมุกผสมผสานกับลายจก ขิด และมัดหมี่บนผ้าซิ่นผืนเดียวกัน ส่วนไทพวนนิยมทอลายมุกขนาดเล็กด้วยสีขาว

       

      เครื่องทอผ้าของชาวล้านนา




      เครื่องทอผ้าของชาวล้านนา ในภาษาท้องถิ่นเรียกว่า “กี่” สมัยเดิมทีเดียว ลักษณะของกี่หรือหูก จะเป็นรูปอย่างง่ายๆ คือ มีไม้สำหรับผูกด้ายเส้นยืนหัวท้ายสองอัน เวลาจะทอก็จะใช้มือหรือไม้พาดด้ายพุ่งเข้าไปร้อยขัดกับเส้นด้ายยืน ต่อมาได้พัฒนามีการสร้างที่ยกด้ายเส้นยืนขึ้นลงโดยใช้เท้า ใช้กระสวยเป็นเครื่องมือพุ่งด้ายไปตามรางกระสวย แต่การพุ่งกระสวยยังคงใช้มือตามปกติ การใช้หูกหรือกี่ทอผ้านั้นทำให้ได้ผลงานรวดเร็วกว่าและง่าย ทำให้ได้ผ้าหนากว้าง ซึ่งต่อมาได้มีการพัฒนาเครื่องทอผ้าให้ดีขึ้น สามารถทอได้ผ้าที่ทอมีคุณภาพมากขึ้นตามลลำดับ จนกระทั่งกลายเป็นเครื่องจักรทอผ้าที่ใช้ในโรงงานทอผ้าในทุกวันนี้

      สำหรับในพื้นถิ่นล้านนานั้นเครื่องมือและอุปกรณ์ในการทอผ้า มีส่วนประกอบต่างๆของเครื่องมือเครื่องใช้ในกระบวนการทอผ้า ซึ่งมีชื่อเรียกในภาษาพื้นเมืองล้านนา ดังนี้
      • อุปกรณ์ในการเตรียมด้าย ประกอบด้วย
        • เครื่องหีด เป็นเครื่องรีดเมล็ดฝ้ายและฝ้ายให้แตกเป็นเส้นใย
        • เครื่องโว้น เป็นเครื่องกรอเส้นด้าย
        • ไม้อ้อ เป็นแกนไม้กลางกระสวย ถอดแยกออกจากกันได้ ใช้พันด้ายสำหรับทอ
      • ส่วนประกอบของเครื่องมือทอผ้าที่เรียกว่า กี่ มีดังนี้
        • ฟืม เป็นไม้ซี่สำหรับตีกระทบด้ายเส้นนอนที่ได้สอดสานให้แน่นสนิท
        • เขาย่ำ สำหรับใส่ด้ายเส้นยืนเขาของกี่พื้นเมืองล้านนามี ๑ คู่
        • ขอบฟืม เป็นไม้ให้จับขอบฟืมได้สะดวก
        • กระสวย สำหรับบรรจุด้ายเส้นพุ่ง
        • ม้านั่ง เป็นที่นั่งในการกรอ
        • เขารอก ติดระหว่างม้านั่งและเขาย่ำใช้ดึงเขาขึ้นๆลงๆ ฃ
        • ม้าย่ำ คือ แผงไม้พันด้ายเป็นช่องผ่านของเส้นยืนมายังไม้กำพั่น
        • ไม้กำพั่น คือ แกนไม่ข้างหน้าม้านั่ง ใช้ม้วนผ้าที่ทอแล้ว
        • เชือกดึง คือ เชือกดึงเขา ม้าย่ำ เขารอก ไว้กับโครงกี่ และกี่พบใช้ในการทอผ้าในดินแดนล้านนาจะมีอยู่ ๒ ประเภท คือ
        • กี่เอว (Back trap) กี่ชนิดนี้จะมีวิธีการทอผ้าด้วยการมัดด้ายเส้นยืนไว้กับต้นไม้หรือเสาไม้ และดึงมามัดติดกับเอว แล้วขึงให้ตึงโดยใช้ตัวคนทอดึงให้ตึงขณะทอ กี่ชนิดนี้เป็นกี่แบบง่ายๆและโบราณมาก ปัจจุบันพบว่ายังมีการใช้ในชนกลุ่มน้อย เช่น ชาวกะเหรี่ยง ม้ง เป็นต้น
        • กี่ทอตั้ง หรือ หูก (Standing loom) เป็นกี่โครงไม้คล้ายรูปสี่เหลี่ยม มีเสาสี่มุม ซึ่งเป็นกี่ถาวรมากกว่า มีขนาดใหญ่ ซึ่งจะขึงด้ายเส้นยืนในกี่นี้ พบโดยทั่วไปในกลุ่มไทยวน ไทลื้อ และลาวโดยทั่วไป
          โดยทั่วไปแล้วในปัจจุบันการทอผ้าจะมีเทคนิคที่เหมือนๆกัน กล่าวคือ เมื่อม้วนด้ายเข้าผูกกี่แล้ว จะเอาไม้สองอันเข้าไปขนาบตรงที่เส้นด้ายไขว้ขัดกัน แล้วดึงด้ายมาร้อยตะกอจนหมด แล้วสอดเข้ากับฟืมผูกกับไม้ทางคนนั่ง ให้ตะกอผูกติดกับไม้สำหรับเหยียบให้ตะกอขึ้นลง เมื่อเหยียบตะกอด้วยขาขวา ให้พุ่งกระสวยไปทางซ้าย ถ้าเหยียบตะกอด้วยขาซ้ายให้พุ่งกระสวยไปทางขวา เมื่อพุ่งกระสวยไปมาแล้ว ต้องกระทบฟืม ๑-๒ ครั้งเสมอ จะทำเช่นนี้จนเสร็จเป็นผืนผ้า